แยกรับสารเคมีด้วยสองหนวด (จมูกมด)

March 2nd, 2010 อ.โจ้ No comments
ทะเลทราย
ทะเลทราย

ว่ากันว่าจมูกมดนั้นไวต่อสารเคมี หากตั้งอาหารหรือน้ำหวานไว้ ไม่นานนักมดตัวเล็กๆ ก็เดินมากันเป็นขบวนแล้ว ในการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์จากเยอรมันที่รายงานไว้ในวรสาร Animal Behavior พบว่ามดชนิด Cataglyphis fortis ใช้หนวดของมันทั้งสองในการรับสารเคมีที่ต่างกันได้ ทำให้เกิดแผนที่ของกลิ่นในสมองของมัน และใช้ในการนำทางได้อีกด้วย

มีสัตว์หลายชนิดที่รับกลิ่นได้ในลักษณะเดียวกันเช่นนก หรือหนูเป็นต้น แต่มดเป็นสัตว์ที่นำวิธีนี้มาใช้ในการนำทางด้วย โดยการศึกษานี้ได้ใช้มดทะเลทรายเป็นโมเดล โดยผู้วิจัยได้ทดลองใช้สารเคมีที่มีกลิ่นแตกต่างกันสี่แบบมาวางไว้รอบปากรัง เมื่อปล่อยมดไปแล้ว ก็นำสารเคมีทั้งสี่ไปวางในลักษณะเดียวกันที่อื่น ที่ไม่มีปากรัง แล้วสังเกตพฤติกรรมของมดที่ปล่อยไป
ผลการศึกษาที่มดเดินกลับมายังบริเวณที่มีสารเคมีทั้งสี่อยู่ แม้ไม่มีปากรังของมันเลยนั้นยืนยันได้ว่ามดชนิดนี้ใช้ข้อมูลจากการสร้างแผนที่กลิ่นเพื่อนำทางจริง และเมื่อผสมกลิ่นให้ยุ่งเหยิง มดก็สับสนและไม่สามารถหาทางกลับรังได้

กบเปลี่ยนสีเมื่อโตเต็มที่

February 1st, 2010 อ.โจ้ No comments
กบเปลี่ยนสี

กบเปลี่ยนสี

นักวิทยาศาสตร์รายงานการค้นพบกบที่เปลี่ยนสีได้เมื่อโตขึ้น อย่าเข้าใจว่ามันเปลี่ยนสีไปตามสิ่งแวดล้อมแบบกิ้งก่าเปลี่ยนสีหรืออะไรแบบนั้น

กบชนิด Oreophryne sp. เมื่อยังไม่โตเต็มที่จะมีสีหนึ่ง เมื่อโตเต็มที่ก็มีอีกสีหนึ่ง โดยผู้ศึกษาวิจัยพบพวกมันในประเทศปาปัวนิวกีนี พวกมันเป็นกบที่ปีนต้นไม้ได้ ตอนแรกพวกมันตัวสีดำเงาวับ มีจุดสีเหลืองกระจายตามตัว แต่เมื่อโตเต็มที่กลับมีสีชมพูลูกพีชพร้อมด้วยตาขนาดใหญ่สีฟ้าสด

เปรียบเทียบกับกบในสกุลเดียวกันแล้ว นักวิทยาศาสตร์คิดว่าสีของตัวไม่เต็มวัยอาจเป็นสีเตือนภัย แต่ต้องมีการทดสอบกันเสียก่อนว่ารูปแบบสีแบบนี้จะปกป้องมันจากผู้ล่าของพวกมันได้จริงหรือไม่

พวกมันถูกพบอยู่ในบริเวณเล็กในป่าเมฆบนเกาะ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ได้ หากภาวะโลกร้อนทำให้แหล่งที่อยู่ของมันเปลี่ยนไป

อ้างอิง
Kraus, F. and Allison, A. (2009), A Remarkable Ontogenetic Change in Color Pattern in a New Species of Oreophryne (Anura: Microhylidae) from Papua New Guinea. Coepia 2009 (4): 690-697.

คลื่นสะท้อนในโลมากับค้างคาว

January 26th, 2010 อ.โจ้ No comments
ผู้ใช้คลื่นสะท้อน

ผู้ใช้คลื่นสะท้อน

ทีมของนักวิทยาศาสตร์รายงานการศึกษาวิวัฒนาการของการใช้คลื่นสะท้อน (echo) ในการนำทาง โดยมีสัตว์สองประเภทที่เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นผู้นำในโลกของสัตว์ที่ใช้เสียงสะท้อนในการนำทาง ผลการศึกษาที่กล่าวถึงอยู่นี้ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญ อันแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการที่ลู่เข้าหากันเมื่อเวลาเปลี่ยนไป (convergent evolution) เป็นงานที่แสดงให้เห็นถึงการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ที่คัดเลือกให้สัตว์ต่างชนิดกัน อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันเช่นในน้ำกับในอากาศใช้ระบบนำทางที่มีพื้นฐานแบบเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นงานที่ศึกษาและหาคำตอบของคำถามในระดับโมเลกุล หรือการศึกษาระดับยีนที่ทำให้ทั้งค้างคาวและโลมามีความสามารถแบบเดียวกัน

นักวิทยาศาสตร์พบว่าคนที่มีการกลาย (mutation) ของยีน prestin ที่สร้างโปรตีน Prestin อันเป็นส่วนประกอบของปลายขน ซึ่งมีความสำคัญต่อการได้ยินเสียงความถี่สูงนั้น หากยีนนี้ผิดปกติไป โปรตีนที่มันสร้างผิดปกติไป ก็จะไม่สามารถได้ยินเสียงความถี่สูงได้ ในทางกลับกันหากมีการกลายที่นำไปสู่ความสามารถในการใช้คลื่นความถี่สูง ซึ่งจะนำไปสู่การวิเคราห์คลื่นสะท้อนให้ออกมาเป็นข้อมูลสำหรับการนำทางได้ ย่อมมีความได้เปรียบ (selective advantage) เมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่ไม่มีระบบดังกล่าว ซึ่งน่าจะทำให้เกิดยีนที่กลายไปนี้ถูกคัดเลือกในประชากร

ระหว่างเวลาที่ผ่านไปทางวิวัฒนาการ การกลายแบบเดียวกันเกิดขึ้นในยีน prestin และมอบความสามารถในการรับคลื่นความถี่สูงนี้ให้กับค้างคาวและโลมา นำไปสู่ระบบนำร่องด้วยคลื่นสะท้อน (echolation) ทำให้ทั้งโลมาและค้างคาวเป็นสัตว์อย่างที่มันเป็นในปัจจุบัน

อ้างอิง Liu, et. al. (2010), Convergent sequence evolution between echolocating bats and dolphins. Current Biology 20(2)

กอลิลากับมาลาเรีย

January 22nd, 2010 อ.โจ้ No comments
กอลิลา

กอลิลา

กอลิลาก็เป็นมาลาเรียได้เหมือนกัน

เช่นเดียวกับคน กอลิลาก็สามารถเป็นมาลาเรียได้เหมือนกัน ผลการศึกษานี้ตีพิมพ์ในวรสารวิทยาศาสตร์ PNAS ที่แสดงผลการตรวจอุจาระและเลือดของกอลิลาทั้งในธรรมชาติที่ประเทศคาแมรูนและในสวนสัตว์ของประเทศกาบอง ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับประชากรกอลิลาที่อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงอยู่แล้วให้เสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อป่ามีขนาดลดลง และโอกาสที่กอลิลาในธรรมชาติจะอยู่ใกล้ชิดประชากรมนุษย์มากขึ้น โอกาสที่โรคจากคนจะไปสู่สัตว์ หรือในทางกลับกันโรคจากสัตว์จะมาสู่คนได้มากขึ้น

ปรสิตชื่อ Plasmodium falciparum ทำให้เกิดโรคมาลาเรียในคน ถูกพบในตัวอย่างจากกอลิลา การศึกษาสารพันธุกรรมดีเอ็นเอในตัวอย่างเลือดยืนยันถึงการมีปรสิตดังกล่าวอยู่ในเลือด แม้ว่าผลของปรสิตต่อการอยู่รอดของกอลิลาอาจไม่อันตรายเท่าที่เกิดขึ้นในคน แต่พวกมันอาจเป็นแหล่งสะสมของปรสิต ที่แม้ว่าจะพยายามกำจัดปรสิตออกจากประชากรมนุษย์ไปแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสที่ปรสิตเดิมจากประชากรกอลิลาจะกลับเข้ามาในประชากรมนุษย์ได้อีก

Ref: http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/8465554.stm

บทลงโทษกับปลาขี้โกง

January 12th, 2010 อ.โจ้ No comments
ปลาแม่บ้าน

ปลาแม่บ้าน

ปลาพยาบาลชนิด Labroides dimidiatus ทำความสะอาดช่องปากของปลาที่ขนาดใหญ่กว่าโดยการกัดกินปรสิตตัวเล็กๆ แต่บ่อยครั้งที่มันจะกัดกินเมือกของปลาที่มาใช้บริการทำความสะอาด ก่อให้เกิดความรำคาญหรือเจ็บให้กับปลา จนกระทั่งมันต้องหนีไป

พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดผลที่ตามมาเช่นการว่ายน้ำหนีไปของอาหารเช่นนี้ ย่อมเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของปลาตัวอื่น และเป็นพฤติกรรมการโกงแบบหนึ่งของผู้กระทำ แม้ว่าผู้กระทำจะได้ประโยชน์จากอาหารที่ได้มากขึ้น แต่เมื่ออยู่เป็นสังคมแล้วอาจทำให้ปลาตัวอื่นได้อาหารลดลง การลงโทษปลาขี้โกงเหล่านี้จึงเชื่อว่าเป็นพฤติกรรมที่จะรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมเอาไว้

แต่การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวรสาร The Zoological Society of London กลับแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วพฤติกรรมของตัวผู้ที่มักจะไล่ตัวเมียที่มีพฤติกรรมขี้โกงในการกินเมือกจากปากของปลา แทนที่จะเป็นปรสิต กลับเป็นเพียงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าจะคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม

หากปลาตัวผู้เป็นตัวโกง มักจะไม่ถูกตัวอื่นไล่ เพราะปลาตัวผู้ตัวใหญ่กว่าตัวเมีย

การทดลองที่ผู้วิจัยได้ศึกษา เกิดจากการฝึกให้ปลากินอาหารปลาจากจานที่มีกุ้งอยู่ ซึ่อร่อยกว่าอาหารปลา แต่เมื่อใดก็ตามที่ปลากินกุ้ง จานอาหารนี้จะถูกเก็บทันที เปรียบเสมือนปลาที่มาใช้บริหาร โดยมีกุ้งแทนเนื้อปลา และอาหารปลาแทนปรสิต ในบางครั้งพบว่าปลาพยาบาลของเรามีพฤติกรรมนวดให้จานด้วยเสมือนว่าจานอาหารเป็นจานจริงๆ

ผู้วิจัยเพิ่มเติมว่าพฤติกรรมอย่างเช่นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันนั้น หากพิจารณาลึกๆแล้วอาจจะเห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่ยังประโยชน์ให้กับตัวที่แสดงพฤติกรรมนั้นแต่เพียงอย่างเดียวก็เป็นได้

Ref: http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/8446084.stm

พรีออนก็วิวัฒนาการได้

January 5th, 2010 อ.โจ้ No comments
วัวบ้า

วัวบ้า

นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันสคริปป์รายงานผลการศึกษาอนุภาคไร้ชีวิต ที่เป็นเพียงโปรตีน ไม่มีสารพันธุกรรมอย่างดีเอ็นเอว่าสามารถมีวิวัฒนาการ เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ และนำไปสู่การดื้อยาของมันได้ ซึ่งฟังแล้วไม่ใช่ข่าวดีเท่าไหร่สำหรับสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ ที่สามารถเป็นโรคที่รุนแรงถึงชีวิตกว่า 20 โรคได้จากพรีออนที่มีลักษณะผิดปกติเหล่านี้ แต่นักวิจัยก็มีความหวังว่าหากเราเข้าใจกลไกการเกิดวิวัฒนาการของโมเลกุลพรีออน เราจะสามารถหาทางต่อสู้โรคที่เกิดจากพวกมันได้

จากการทดลองที่นำพรีออนจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง ซึ่งถือเป็นสิ่งแวดล้อมใหม่สำหรับพรีออน พวกมันสามารถปรับตัว และเพิ่มจำนวนได้ เช่นเดียวกับการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมใหม่ จนมีความสามารถในการอยู่รอดและสืบพันธุ์มากกว่ารูปแบบอื่น เมื่อนำพรีออนที่ปรับตัวนี้กลับไปยังเซลล์สมองเดิมที่พวกมันเคยอยู่ ก็พบว่ามันยังมีความสามารถเอาชนะพรีออนที่มีอยู่เดิมได้เช่นกัน

ชาร์ลส์ ไวซ์แมนน์ ผู้นำทีมการศึกษานี้เน้นให้เห็นว่าการป้องกันไม่ให้พรีออนเข้ามายังโซ่อาหารของมนุษย์และสัตว์ที่มนุษย์กินเป็นอาหารเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมันจะทำให้พรีออนมีความสามารถมากขึ้นเมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปนั่นเอง นั่นอธิบายว่าเมื่อทำการทดลองนำพรีออนจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปยังอีกสิ่งมีชีวิตหนึ่งนั้น ทำให้มันเพิ่มความรุนแรงในการเกิดโรคได้

กลไกการทำให้เกิดโรคของพรีออนนั้น เกิดจากการที่พรีออนรูปแบบปกติ PrPC ถูกเหนี่ยวนำให้เปลี่ยนเป็นรูปแบบผิดปกติ PrPSc และเมื่อเปลี่ยนแล้ว ก็จะไม่เปลี่ยนกลับ โดยรูปแบบพรีออนผิดปกติที่เพิ่มขึ้น สามารถไปเปลี่ยนพรีออนรูปแบบปกติที่ร่างกายสร้างขึ้นอยู่แล้วให้เป็น PrPSc ใหม่ได้ และการเพิ่มขึ้นของมันเหมือนการตกตะกอนอยู่ในระบบประสาท และทำให้เกิดโรคต่างๆนั่นเอง

ศ.จอห์น คอลลินกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงพรีออนปกติไปเป็นแบบผิดปกติด้วยพรีออนที่ผิดปกตินั้น ไม่เหมือนการโคลน เพราะโปรตีนพรีออนผิดปกติที่ได้จะไม่เหมือนตัวที่มาเปลี่ยนมันเสียทีเดียว เปรียบเสมือนความหลากหลายของพรีออนที่ผิดปกติเกิดขึ้นได้เหมือนมีการกลายหรือมิวเตชัน ซึ่งเรียกว่าสมมติฐานแบบเมฆ (cloud hypothesis) และกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติจะคัดเลือกพรีออนที่เพิ่มจำนวนได้ดีเอาไว้

ความหวังในการป้องกันโรคที่เกิดจากพรีออน โดยใช้ความรู้ที่เราได้จากการวิจัย คือการป้องกันไม่ให้เกิดการเปลี่ยนพรีออนรูปแบบปกติไปเป็นรูปแบบผิดปกติ การป้องกันไม่ให้พรีออนผิดปกติเข้าสู่โซ่อาหารเป็นทางหนึ่ง แต่ถ้ามันเข้ามาได้ การป้องกันไม่ให้พรีออนผิดปกติเกาะกับพรีออนปกติและเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ขณะนี้มีคนวิจัยศึกษาอยู่ เช่นการใช้แอนติบดีไปจับกับบริเวณที่จะเกิดการจับกันระหว่างพรีออนทั้งสองเป็นต้น

Ref: http://news.bbc.co.uk/2/hi/health/8435320.stm

หนอนตัวแบนที่แบนกว่า

December 7th, 2009 อ.โจ้ No comments
หนอนตัวแบน

หนอนตัวแบน

หนอนตัวแบนที่แบนกว่าในที่นี้หมายถึงสัตว์ประหวาดอีกสักตัวหนึ่งที่ขอกล่าวถึง มันอยู่ในไฟลัม Acoelomorpha ที่หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ แต่ถ้าบอกว่ามันเคยถูกจัดอยู่ในไฟลัมแพลตีเฮลมินทีส (Platyhelminthes) เชื่อว่าหลายคนคงรู้จัก

หนอนตัวแบนชนิดนี้มีหลายๆอย่างที่ทำให้มันถูกจัดอยู่ในไฟลัมเดียวกับพวกพลานาเรียหรือพยาธิตัวตืดหรือใบไม้ได้ ด้วยการมีตัวที่แบนราบ สมมาตรแบบด้านข้าง แต่ปัญหาของหนอนตัวแบบพวกนี้คือการมีตัวอ่อนนุ่ม และไม่มีอวัยวะหลายอย่างที่หนอนตัวแบนอื่นๆมี

ในปีค.ศ. 2004 บาคูนาและริวทอร์ทหาทางแก้ปัญหาในการจำแนกหนอนตัวแบนพวกนี้ โดยหัสไปพึ่ง DNA เช่น 18S rDNA และชนิดของ Hox gene ซึ่งทำให้พบว่าหนอนตัวแบนเหล่านี้กลายเป็นสัตว์ที่อยู่ที่ฐานของวิวัฒนาการเมื่อพวกมีสมมาตรแบบด้านข้างวิวัฒนาการขึ้นมา ในขณะที่หนอนตัวแบนอื่นๆ นั้นจัดอยู่กับพวก lophotrochozoa protostomia อื่นๆ

นอกจากนี้พวกมันยังไม่มีทางเดินอาหาร และใช้การหลอมรวมกันของเซลล์กลายเป็นถุงบรรจุอาหารที่มันกินเอาไว้ ทำให้มันไม่มีโพรงลำตัวสมชื่อไฟลัมของมัน (acoel) นั่นเอง

ด้วยการที่มันเป็นพวกที่มีวิวัฒนาการเก่าแก่ที่สุดของพวกมีสมมาตรแบบด้านข้าง (bilateria) ทำให้การศึกษาหนอนตัวแบนเหล่านี้ถูกใช้เพื่อทำความเข้าใจวิวัฒนาการของการเจริญพัฒนาของตัวอ่อน เพื่อนำไปสู่การเกิดปากและทวารหนัก การเกิดทางเดินอาหาร และการเกิดโพรงลำตัวได้อย่างน่าตื่นเต้น

อ้างอิง

Acoelomorpha.” Wikipedia, The Free Encyclopedia. 27 Nov 2009, 20:30 UTC. 7 Dec 2009.

Baguna J, Riutort M (2004) Molecular phylogeny of the Platyhelminthes. Can J Zool 82:168-193.

พลาโคซัว สัตว์โลกไม่ถูกลืม

November 25th, 2009 อ.โจ้ No comments
พลาโคซัว

พลาโคซัว

สิ่งมีชีวิตจำนวนมากมีรูปร่างที่แปลกประหลาด น่าพิศวง และพลาโคซัวก็เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่น่าสนใจไม่แพ้สัตว์ชนิดอื่นเลยทีเดียว

ภาพที่เห็นอยู่ทางด้านซ้ายนี้เป็นภาพวาดในขณะที่มันว่ายน้ำอยู่ในจานเพาะเชื้อในห้องปฏิบัติการ เพราะด้วยขนาดตัวที่เล็กขนาด 1 มิลลิเมตรในขณะที่หนาเพียง 20 ไมครอนนั้น เราคงไม่สามารถถ่ายภาพมันในธรรมชาติจริงๆได้

นักวิทยาศาสตร์บันทึกการค้นพบสัตว์ประหลาดชนิดนี้ ซึ่งมีเซลล์หนาเพียงสองชั้น ชั้นหนึ่งๆ มีเซลล์แค่ในหลักพันกว่าเซลล์ เซลล์ด้านบนบางส่วนมีเม็ดไขมันที่เรียกว่าทรงกลมวาววับ (shiny sphere) ซึ่งเดิมเคยชื่อว่าเป็นการสะสมอาหาร เพราะเมื่อให้มันกินอาหารอย่างอุดมสมบูรณ์แล้วพบว่าเจ้าทรงกลมวาววับนั้นมีจำนวนมากขึ้น แต่เมื่อนำไปให้สัตว์อื่นกิน กลับทำให้สัตว์อื่นตายได้ ทำให้คิดไปได้ว่ามันอาจจะมีพิษ และใช้ในการป้องกันตัวเอง โดยการมีลักษณะแวววาวช่วยโฆษณาว่าตัวมันมีสิ่งที่ผู้มาไม่ควรเข้าใกล้

ด้านล่างมีซีเลียใช้ในการเคลื่อนที่ไปบนพื้น ซึ่งสอดคล้องกับการดำรงชีวิตของมันที่นักชีววิทยาเชื่อว่าพวกมันเป็นพวกกินซากสารอินทรีย์อยู่ตามพื้นทะเล แต่การเก็บตัวอย่างพลาโคซัวในธรรมชาตินั้น โดยมากมักพบพวกมันบนแผ่นสไลด์ที่ห้อยไว้กลางน้ำ ในขณะที่แผ่นสไลด์ที่วางตามพื้นทะเลกลับเก็บตัวอย่างได้น้อยกว่า ทำให้นักวิจัยเชื่อว่าพลาโคซัวว่ายน้ำได้ โดยเมื่อดูภาพวาดทางด้านซ้ายมือ ซึ่งแสดงท่าทางขณะว่ายน้ำของมัน และสอดคล้องกับเซลล์ที่หดตัวได้ คล้ายกับเซลล์กล้ามเนื้อของสัตว์ที่ซับซ้อนกว่า ซึ่งอยู่ระหว่างเนื้อทั้งสองชั้นของมัน

นักอนุกรมวิธานและสัตววิทยาพบพลาโคซัวเพียงชนิดเดียวในโลก โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichoplax adhaerens ซึ่งแปลว่าแผ่นมีขนและเหนียวๆ ซึ่งตัวมันก็มีลักษณะเช่นนั้นสมชื่อของมันแล้ว แต่ในอดีตพวกมันถูกจัดไปอยู่กับสัตว์ที่มีเนื้อสองชั้นเช่นพวกไนดาเรียน แต่การวิจัยโดยใช้สารพันธุกรรมกลับพบว่าพวกมันเป็นสัตว์กลุ่มแรกๆ ที่แตกต่างจากพวกไนดาเรียน และในที่สุดพวกมันก็ได้รับการจัดจำแนกให้เป็นไฟลัมใหม่ชื่อว่าไฟลัมพลาโคซัว (Phylum Placozoa) แต่ทั้งไฟลัมก็มีเพียงสปีชีส์เดียวเท่านั้นในขณะนี้

การสำรวจระบบนิเวศในทะเลตามที่ต่างๆ ทำให้นักวิทยาศาสตร์พบตัวอย่างของพลาโคซัวไปทั่วโลก โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งทะเลเขตอบอุ่นและบริเวณกึ่งเขตร้อน การวิเคราะห์ความหลากหลายทางพันธุกรรมแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของพลาโคซัวไปตามแหล่งที่พบ แต่ระดับของความแตกต่างทางพันธุกรรมที่ไม่สอดคล้องกับระยะทางระหว่างประชากร ทำให้นักวิทยาศาสตร์คิดว่าพวกมันคงถูกกระจายไปด้วยกิจกรรมของมนุษย์ เช่นติดไปกับเรือก็ได้เป็นต้น

หลายสิ่งหลายอย่างยังคงเป็นปริศนาสำหรับพลาโคซัว แต่อย่างน้อยในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ให้ความสนใจมันมากขึ้น เพราะพวกมันคือกุญแจที่จะไขปริศนาวิวัฒนาการของสัตว์ได้นั่นเอง

Reference: Pearse VB, Voigt O. Field biology of placozoans (Trichoplax): distribution, diversity, biotic interactions. Integr Comp Biol. 2007 June;p. icm015+.

หนอนตัวแบน นักฟันดาบใต้บาดาล

November 3rd, 2009 อ.โจ้ No comments
หนอนตัวแบน

หนอนตัวแบน

ชีวิตของหนอนตัวแบนไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนอนตัวแบนชนิด Pseudobiceros hancockanus ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนอนนักฟัน แต่อาวุธที่มันใช้นั้น ไม่ใช่ดาบ แต่เป็นอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้ของพวกมันนั่นเอง

เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่าการเป็นเพศพ่อ หรือเพศแม่มีความได้เปรียบเสียเปรียบต่างกันอยู่ ทำให้เราต้องมองสัตว์ที่มีสองเพศใหม่ และหนอนนักฟันชนิดนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบฟฤติกรรมการผสมพันธุ์ที่รุนแรง และดุเดือด ถึงกับตั้งชื่อพฤติกรรมของพวกมันขณะผสมพันธุ์ว่าเป็นการดวลลึงค์ (penis fencing) เลยทีเดียว

การมีสองเพศอาจทำให้คิดไปว่าพวกมันสามารถผสมพันธุ์ในตัวเดียวได้ และถึงแม้ว่าจะมีสัตว์ที่ทำเช่นนั้น แต่ก็มีสัตว์ที่มีสองเพศที่ผสมข้ามตัวได้เหมือนกัน บางชนิดแลกเปลี่ยนสเปิร์มกัน และต่างก็ให้กำเนิดรุ่นลูกได้ทั้งคู่ แต่สำหรับสัตว์บางชนิด การเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดถือเป็นความเสียเปรียบต่อตัวอื่น เพราะการเป็นแม่ใช้ทรัพยากรของตัวมันมากกว่าเพื่อสร้างและวางไข และอาจจะหมายถึงการดูแลลูกที่เกิดขึ้น

ในหนอนตัวแบนนักฟันใต้บาดาลชนิดนี้ เมื่อพวกมันมาพบกัน ต่างก็จะยกส่วนท้ายของลำตัวขึ้น ให้หันเข้าหากัน ส่วนปลายแหลมขาวๆที่โผล่ออกมาคืออวัยวะเพศผู้ของพวกมัน ทั้งสองตัวจะเริ่มเข้าสู่การดวลอันดุเดือด เพื่อหาทางฉีดน้ำเชื้อโดยทิ่มอวัยวะสีขาวนั้นลงไปบนหลังของคู่ต่อสู้ ในขณะเดียวกันก็ต้องหลบหลีกอวัยวะเดียวกันของคู่ต่อสู้ให้ได้

ตัวใดที่สามารถแทงคู่ต่อสู้ได้ก่อน จะมีโอกาสในการฉีดน้ำเชื้อเข้าไปใต้ผิวหนังของคู่ต่อสู้ได้มากกว่าตัวหนึ่ง แม้ว่าพวกมันจะแทงกันไปกันมาได้ แต่ตัวที่ถูกแทงก่อน จะมีไข่ที่ได้รับการผสมกับสเปิร์มของฝ่ายตรงข้ามมากกว่าที่สเปิร์มของมันจะได้ผสมพันธุ์กับไข่ของอีกตัวหนึ่ง และเนื่องจากไข่ของพวกมันอยู่ทางด้านหลัง การแทงทางด้านท้องจึงมีโอกาสที่สเปิร์มจะไปไม่ถึงไข่สูงกว่า เพราะมันอาจจะถูกย่อยไปเมื่อผ่านทางเดินอาหารที่อยู่ระหว่างด้านท้องและด้านหลังของหนอนตัวแบน

ในทางวิวัฒนาการนั้น พฤติกรรมที่ทำให้มันประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์ ในขณะที่ตัวเองไม่ถูกผสมอาจถูกคัดเลือกไว้ แต่ในภาพรวม สิ่งเหล่านี้อาจนำพาสปีชีส์ไปถึงทางตัน เมื่ออาวุธและกลยุทธที่พวกมันสร้างขึ้นอาจกลายมาเป็นดาบสองคม ลดอัตราการสืบพันธุ์โดยรวมของสปีชีส์ลงได้

Michiels NK, Newman LJ. Sex and violence in hermaphrodites. Nature. 1998 February;391(6668):647.

วิวัฒนาการของเซลล์ยิงเข็มพิษ

November 2nd, 2009 อ.โจ้ No comments
ไนโดไซต์

ไนโดไซต์

เข็มพิษของไนดาเรียน (Cnidarian) อาจจะเป็นเข็มพิษที่ถูกยิงออกจากเซลล์ได้ชนิดแรกของโลก พวกมันใช้เข็มพิษนี้ในการหาอาหารและป้องกันตัว และคงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการ และความหลากหลายของพวกมัน

เดิมที่เดียวนั้นสัตว์กลุ่มนี้ถูกจัดอยู่ในไฟลัมซีเลนเตอราตา (Coelenterata) ซึ่งรวมพวกไนดาเรียน และพวกหวีวุ้น (Ctenophora) ไว้ด้วยกัน แต่ภายหลังถูกแยกออกจากกันจนกเป็นสองไฟลัมดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันตามหลักฐานความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ

เซลล์ที่สามารถสร้างและยิงเข็มพิษของพวกไนดาเรียนนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

นักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มศึกษาถึงความหลากหลาย และกลไกการทำงานของเซลล์บรรจุเข็มพิษเหล่านี้ รวมถึงสืบหาความสำคัญของมันในแง่ของวิวัฒนาการที่นำไปสู่ความหลากหลายของสัตว์จำพวกนี้ได้

แต่แม้ว่าโครงสร้างเซลล์และเข็มพิษนี้จะได้รับการศึกษาเป็นอย่างมาก แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถศึกษาได้ลึกซึ้งเท่าใดนัก นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าเข็มพิษและโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการยิงเข็มพิษนี้ สร้างจากกอลลจิแอพพาราตัส (Golgi apparatus) และมีหน้าที่ในการโจมตีเพื่อล่าเหยื่อหรือโจมตีพวกเดียวกัน และป้องกันตัวจากผู้ล่า ความหลากหลายของเซลล์โครงสร้างของมันไม่ว่าจะเป็นตัวเซลล์หรือเข็มพิษนีมาโตซิสต์ (nematocyst) ถูกในในการจัดจำแนกไนดาเรียนในทางอนุกรมวิธาน แต่การเชื่อมโยงโครงสร้างของมัน กับหน้าที่ และวิวัฒนาการยังเป็นปริศนาอยู่ การทำฐานข้อมูลทำให้นักชีววิทยาพบเข็มพิษกว่า 30 แบบ แต่ก็ไม่สามารถตกลงเรื่องชื่อของเข็มพิษเหล่านี้ได้

ความหลากหลายของเข็มพิษเหล่านี้อาจแตกต่างกันในแต่ละสปีชีส์ แตกต่างกันภายในสปีชีส์เดียวกัน แตกต่างกันตามแต่ละภูมิภาคที่พวกมันกระจายตัวอยู่ หรือแม้กระทั่งแตกต่างกันระหว่างช่วงชีวิตที่แตกต่างกัน

นอกจากจะศึกษาความหลากหลายของเข็มพิษแล้ว นักวิทยาศาสตร์กลุ่มอื่นๆ ก็มุ่งศึกษาถึงกลไกการปลดปล่อยของเข็มพิษนี้ออกไปด้วย การใช้งานเข็มพิษนี้มีความสำคัญมากในทางวิวัฒนาการของพวกมัน เพราะเซลล์เหล่านี้ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ ดังนั้นการสร้างเซลล์เข็มพิษ และการใช้งานเข็มพิษภายในจึงเป็นการลงทุนที่สูงของสัตว์พวกนี้ ทำอย่างไรมันจึงใช้งานอาวุธของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คำตอบหนึ่งอยู่ที่ความสามารถในการปลดปล่อยเข็มพิษออกไปเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม เช่นเมื่อเหยื่อหรือผู้บุกรุกนั้นจะต้องโดนยิงด้วยเข็มพิษเหล่านี้แน่ๆ

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวรสาร Toxicon ฉบับพิเศษนี้รวบรวมความรู้ที่นักวิทยาศาสตร์มีเกี่ยวกับกลไกเหล่านี้ไว้ โดยการที่เข็มพิษจะถูกปลดปล่อยออกจากเซลล์ที่เวลาอันเหมาะสมนั้น เป็นกลไกที่มีความซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับกระบวนการหลายอย่างได้แก่การรับรู้เชิงเคมี การรับรู้เชิงกล สำหรับการรับรู้ของสิ่งเร้าภายนอกว่าคือเหยื่อหรือศัตรู รวมถึงกลไกการส่งผ่านสัญญาณภายในควบคุมการปลดปล่อยกลไกการยิงเข็มพิษนั้น

References:

1. “Coelenterata.” Wikipedia, The Free Encyclopedia. 20 Sep 2009, 17:37 UTC. 2 Nov 2009 <http://en.wikipedia.org/w/index.php?title=Coelenterata&oldid=315128397>.

2. Fautin DG. Structural diversity, systematics, and evolution of cnidae. Toxicon. 2009 December;54(8):1054-1064.

3. Anderson PAV, Bouchard C. The regulation of cnidocyte discharge. Toxicon. 2009 December;54(8):1046-1053.