
วัวบ้า
นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันสคริปป์รายงานผลการศึกษาอนุภาคไร้ชีวิต ที่เป็นเพียงโปรตีน ไม่มีสารพันธุกรรมอย่างดีเอ็นเอว่าสามารถมีวิวัฒนาการ เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ และนำไปสู่การดื้อยาของมันได้ ซึ่งฟังแล้วไม่ใช่ข่าวดีเท่าไหร่สำหรับสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ ที่สามารถเป็นโรคที่รุนแรงถึงชีวิตกว่า 20 โรคได้จากพรีออนที่มีลักษณะผิดปกติเหล่านี้ แต่นักวิจัยก็มีความหวังว่าหากเราเข้าใจกลไกการเกิดวิวัฒนาการของโมเลกุลพรีออน เราจะสามารถหาทางต่อสู้โรคที่เกิดจากพวกมันได้
จากการทดลองที่นำพรีออนจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง ซึ่งถือเป็นสิ่งแวดล้อมใหม่สำหรับพรีออน พวกมันสามารถปรับตัว และเพิ่มจำนวนได้ เช่นเดียวกับการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมใหม่ จนมีความสามารถในการอยู่รอดและสืบพันธุ์มากกว่ารูปแบบอื่น เมื่อนำพรีออนที่ปรับตัวนี้กลับไปยังเซลล์สมองเดิมที่พวกมันเคยอยู่ ก็พบว่ามันยังมีความสามารถเอาชนะพรีออนที่มีอยู่เดิมได้เช่นกัน
ชาร์ลส์ ไวซ์แมนน์ ผู้นำทีมการศึกษานี้เน้นให้เห็นว่าการป้องกันไม่ให้พรีออนเข้ามายังโซ่อาหารของมนุษย์และสัตว์ที่มนุษย์กินเป็นอาหารเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมันจะทำให้พรีออนมีความสามารถมากขึ้นเมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปนั่นเอง นั่นอธิบายว่าเมื่อทำการทดลองนำพรีออนจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปยังอีกสิ่งมีชีวิตหนึ่งนั้น ทำให้มันเพิ่มความรุนแรงในการเกิดโรคได้
กลไกการทำให้เกิดโรคของพรีออนนั้น เกิดจากการที่พรีออนรูปแบบปกติ PrPC ถูกเหนี่ยวนำให้เปลี่ยนเป็นรูปแบบผิดปกติ PrPSc และเมื่อเปลี่ยนแล้ว ก็จะไม่เปลี่ยนกลับ โดยรูปแบบพรีออนผิดปกติที่เพิ่มขึ้น สามารถไปเปลี่ยนพรีออนรูปแบบปกติที่ร่างกายสร้างขึ้นอยู่แล้วให้เป็น PrPSc ใหม่ได้ และการเพิ่มขึ้นของมันเหมือนการตกตะกอนอยู่ในระบบประสาท และทำให้เกิดโรคต่างๆนั่นเอง
ศ.จอห์น คอลลินกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงพรีออนปกติไปเป็นแบบผิดปกติด้วยพรีออนที่ผิดปกตินั้น ไม่เหมือนการโคลน เพราะโปรตีนพรีออนผิดปกติที่ได้จะไม่เหมือนตัวที่มาเปลี่ยนมันเสียทีเดียว เปรียบเสมือนความหลากหลายของพรีออนที่ผิดปกติเกิดขึ้นได้เหมือนมีการกลายหรือมิวเตชัน ซึ่งเรียกว่าสมมติฐานแบบเมฆ (cloud hypothesis) และกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติจะคัดเลือกพรีออนที่เพิ่มจำนวนได้ดีเอาไว้
ความหวังในการป้องกันโรคที่เกิดจากพรีออน โดยใช้ความรู้ที่เราได้จากการวิจัย คือการป้องกันไม่ให้เกิดการเปลี่ยนพรีออนรูปแบบปกติไปเป็นรูปแบบผิดปกติ การป้องกันไม่ให้พรีออนผิดปกติเข้าสู่โซ่อาหารเป็นทางหนึ่ง แต่ถ้ามันเข้ามาได้ การป้องกันไม่ให้พรีออนผิดปกติเกาะกับพรีออนปกติและเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ขณะนี้มีคนวิจัยศึกษาอยู่ เช่นการใช้แอนติบดีไปจับกับบริเวณที่จะเกิดการจับกันระหว่างพรีออนทั้งสองเป็นต้น
Ref: http://news.bbc.co.uk/2/hi/health/8435320.stm
September 15th, 2009
อ.โจ้

งูไวเปอร์
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยลย์ในอเมริการายงานผลการศึกษาในวรสาร Evolution ว่าเพราะเหตุใดงูพิษอย่างพวกไวเปอร์ (viper) จึงออกลูกเป็นตัว
เขากล่าวว่า การศึกษาเกี่ยวกับปรากฎการณ์แสดงการปรับตัวในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในสัตว์พวกนี้ ซึ่งต้องวางไข่ (oviparity) เปลี่ยนมาเป็นพวกที่ออกลูกเป็นตัว (viviparity) ได้นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และท้าทายความสามารถ
ผู้วิจัยเชื่อว่าการเปรียบเทียบเชื้อสายต่างๆ ของงูพิษไวเปอร์ ที่ออกลูกเป็นตัวเหมือนกันแม้ว่าจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางเครือญาติกันมาก่อน น่าจะตอบคำถามเกี่ยวกับวิวัฒนาการได้ ว่าทำไมการออกลูกเป็นตัวถึงเกิดขึ้นในสัตว์เคยออกลูกเป็นไข่มาแต่เก่าก่อน
จากการเปรียบเทียบงูพิษไวเปอร์กว่า 13 เชื้อสาย ทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่าการออกลูกเป็นตัว ทำให้เกิดความได้เปรียบในการดำรงชีวิต และแพร่พันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนปลายยุคโอลิโกซีน (Oligocene) ที่ภูมิอากาศโลกเย็นลง และมีหลักฐานแสดงการสูญพันธุ์ของงูที่ออกลูกเป็นไข่ ในขณะที่พวกออกลูกเป็นตัวกลับเพิ่มความหลากหลายขึ้น
ผู้วิจัยคิดว่าการออกลูกเป็นตัว ช่วยปกป้องลูกน้อยจากภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และทำให้ลูกๆ ของมันมีโอกาศอยู่รอดมากขึ้นในมหายุคซีโนโซอิก (Cenozoic)
Evolution 63 (2009): 2457 – 2465

เสือโคร่ง
นักวิทยาศาสตร์รายงานผลการศึกษาถึงรูปแบบการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตว่า การสูญพันธุ์มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่ใกล้ชิดกันมากกว่าที่จะเกิดแบบอย่างสุ่ม
รายงานการศึกษานี้ได้รับการตีพิมพ์ในวรสาร Science?
ตัวอย่างเช่นการสูญพันธุ์ของนกทะเล จากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การสูญเสียแหล่งที่อยู่ จะทำให้นกทะเลหลายชนิดที่เป็นสปีชีส์ใกล้เคียงกันสูญพันธุ์ไปด้วยกัน
หรือเปรียบเสมือนไฟไหม้ห้องสมุด ที่คงไม่ได้เกิดจากการไหนตรงนั้นตรงนี้ แต่มักทำให้เกิดความเสียหายกับหนังสือเป็นส่วนๆไป หนังสือในหมวดหมู่ใกล้ๆกันก็จะเสียหายไปด้วย
นักวิทยาศาสตร์สามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในการอนุรักษ์กลุ่มของสปีชีส์ที่ใกล้เคียงกับสปีชีส์ที่พบว่ากำลังจะสูญพันธุ์ได้

เสือเขี้ยวดาบ
นักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษากระโหลกของเสื้อเขี้ยวดาบ Smilodon fatalis ด้วยเทคนิค finite element analysis สร้างโมเดลกระโหลกของเสื้อเขี้ยวดาบ เทียบกับสิงโต Panthera leo แห่งยุคปัจจุบัน
นักวิจัยพบว่าเสื้อเขี้ยวดาบมีแรงกัดเพียงราวหนึ่งพันนิวตัน ซึ่งน้อยกว่าของสิงโตปัจจุบันราวสามเท่า และไม่สามารถกัดอยู่ได้นานเพราะกระโหลกของมันทนความเครียดที่จะเกิดขึ้นเวลาเหยื่อดิ้นได้ไม่ไหว ในขณะสิงโตสามารถกัดคอเหยื่อได้นานหลายนาที แสดงว่าเสื้อเขี้ยวดาบคงไม่ล่าสัตว์เหมือนสิงโต
ในทางบรรพชีวินวิทยาพบว่า Specialisation is short term-success but it is long-term risk เสื้อเขี้ยวดาบที่ประสบความสำเร็จในการล่าสัตว์ใหญ่ อาจพบปัญหาเวลาล่าสัตว์ขนาดเล็ก เมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง และเหยื่อขนาดใหญ่หมดไป เสื้อเขี้ยวดาบคงจะประสบปัญหาในการหาอาหาร
การสูญพันธุ์ของเสื้อเขี้ยวดาบอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องเขี้ยวของมัน เมื่อสภาพแวดล้อมโลกเปลี่ยนแปลง เช่นภูมิอากาศ หรือแม้กระทั่งการที่ทวีปอเมริกาเหนือถูกชนด้วยอุกกาบาต
Source